ประโยชน์ของวิตามินหลากชนิด อาหารเสริมบำรุงร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม!

1340
ประโยชน์ของวิตามิน
advertising

ประโยชน์ของวิตามินหลากชนิด อาหารเสริมบำรุงร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม!


ประโยชน์ของวิตามิน เวลาร่างกายเราอ่อนแอไม่สบาย ใครๆ ก็บอกให้เรากินวิตามินเสริมกันทั้งนั้น แต่จริงๆ แล้ววิตามินเสริมไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับชีวิตเลย เพราะตั้งแต่เด็กเราก็กินวิตามินเสริมกันอยู่แล้ว ที่ฮิตและได้ยินชื่อบ่อยที่สุดเห็นจะเป็น “วิตามินซี” ที่พอเข้าฤดูฝนหรือเราเป็นหวัด คุณหมอมักจะแจกวิตามินซีให้เด็กๆ กินเป็นของเล่นเสมอ แต่พอโตมาแล้วเราเริ่มรู้จักวิตามินอื่นเพิ่มมากขึ้น แล้วก็เริ่มได้ยินชื่อแปลกๆ ของวิตามินที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน ตอนไปเลือกซื้อก็เกิดความสับสนในใจแล้วว่าตกลงแล้วเราควรกินวิตามินเสริมไหม แล้วควรกินวิตามินอะไรบ้าง วันนี้เลยอยากแนะนำให้รู้จักบรรดาวิตามิน ว่ามีกี่ประเภท มีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้างค่ะ


วิตามินเอหรือเรตินอล (Retinol)

ประโยชน์ของวิตามินเรตินอล ช่วยให้เกิดการแบ่งเซลล์ที่เหมาะสมของร่างกาย ช่วยในการมองเห็น รวมถึงการเจริญเติบโตของเส้นผม กระดูกและฟัน ถ้าร่างกายขาดวิตามินเอจะเป็นสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคตาบอดกลางคืน และกระจกตาแห้ง อาจทำให้เป็นโรคตาฟาง แต่ถ้าร่างกายได้รับมากจนเกินไปจะทำให้เกิดอาการผมร่วง ผิวแห้งหรือผิวลอก อาเจียน ความดันในสมองเพิ่มขึ้น การเจริญของกระดูกผิดปกติ ถ้าตั้งครรภ์อยู่อาจทำให้แท้งหรือทารกที่คลอดออกมาพิการได้ค่ะ


วิตามินบี 1 หรือไทอะมีน (Thiamine)

มีประโยชน์ต่อกระบวนการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานให้กับร่างกาย โดยเฉพาะพวกแป้ง หากร่างกายขาดวิตามินบี 1 อาการที่เราสังเกตได้ง่ายๆ ก็คือ โรคเหน็บชา นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับระบบประสาทที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเดิน การรับความรู้สึกต่างๆ บกพร่องไป ถ้าได้รับเกินขนาดจะถูกขับออกจากร่างกาย ไม่สะสมค่ะ


วิตามินบี 2 หรือไรโบเฟลวิน (Riboflavin)

มีประโยชน์ในการสำคัญในกระบวนการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานให้กับร่างกาย โดยเฉพาะไขมัน ถ้าได้รับไม่เพียงพอจะทำให้มีอาการปากนกกระจอก มีอาการแสบที่คอ อาการอักเสบที่ลิ้น แต่ถ้าได้รับมากเกินไปก็จะไม่ส่งผลอันตรายใดๆ เพราะร่างกายจะขับออกไป ไม่เกิดการสะสมเช่นเดียวกัน


วิตามินบี 3 หรือไนอะซิน (Niacin)

มีประโยชน์ในการช่วยลดปริมาณไขมันและคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด บรรเทาอาการปวดไมเกรน และช่วยในการสังเคราะห์ฮอร์โมนเพศ หากมีการสะสมวิตามินบี 3 ในร่างกายมากเกินไปจะเกิดอาการเป็นพิษต่อตับ แต่ถ้าได้รับไม่เพียงพอจะมีอาการเป็นผื่นที่ผิวหนังอย่างรุนแรง เกิดการแพ้แสงที่เรียกว่าโรค Pellagra ได้


วิตามินบี 5 หรือกรดแพนโทเทนิก (Pantothenic acid)

มีประโยชน์ในการช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายและช่วยในการสร้างฮอร์โมนต้านความเครียด ถ้าขาดวิตามินบี 5 จะเกิดอาการ Parathesia คัน แสบร้อนตามผิวหนัง นอนหลับไม่สนิท และหากได้รับมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้


วิตามินบี 6 หรือไพริดอกซิน (Pyridoxine)

มีประโยชน์ในการรักษาโรคภาวะก่อนการมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome) โรคหัวใจและสิว ถ้าร่างกายขาดวิตามินชนิดนี้จะทำให้มีอากรภาวะโลหิตจาง ชนิด Anemia คือมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ และระบบประสาทเสียหาย ส่วนใหญ่พบได้ที่เท้าและขา แต่ถ้าสะสมในร่างกายมากเกินไปจะส่งผลให้ปลายประสาทถูกทำลาย ทำให้เสียการทรงตัว ไม่รู้สึกตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย


วิตามินบี 7 หรือไบโอติน (Biotin)

advertising

มีประโยชน์ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานให้อยู่ในระดับปกติ ช่วยให้เล็บแข็งแรง ป้องกันการหลุดร่วงของผมและเล็บ ถ้าได้รับมากเกินไปจะถูกขับออกจากร่างกาย ไม่มีการสะสมค่ะ แต่ถ้าได้รับไม่เพียงพอจะทำให้เกิดการอักเสบเป็นจุดเล็กๆ ในลำไส้เล็ก เกิดผื่นแดงและการอักเสบของผิวหนังค่ะ


วิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิก (Folic acid)

มีประโยชน์ในการช่วยหลั่งสารเซโรโทนิน (Serotonin) ป้องกันมะเร็งปากมดลูก แล้วยังช่วยในด้านความจำอีกด้วยนะคะ ถ้าร่างกายขาดกรดโฟลิกจะทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกในครรภ์ ทำให้พิการแต่กำเนิด กรดโฟลิกจึงสำคัญสำหรับทารกในครรภ์มาก ดังนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อย่าลืมปรึกษาคุณหมอเรื่องนี้ด้วยนะคะ แต่ถ้ามีมากเกินไปในร่างกายจะทำให้เนื้อเยื่อเติบโตอย่างผิดปกติและกลายเป็นมะเร็งได้ ส่วนใหญ่พบที่ ปอด และต่อมลูกหมาก


วิตามินบี 12 หรือโคปาลามิน (Cobalamin)

มีประโยชน์ในการช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยให้กระบวนการเผาผลาญของร่างกายเป็นไปอย่างปกติค่ะ ถ้าได้รับไม่เพียงพอ ร่างกายจะมีภาวะการสร้างเม็ดเลือดในไขสันหลังผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะเลือดจางได้ค่ะ แต่ถ้าได้รับมามากเกินความต้องการ ร่างกายก็จะขับออก ไม่เกิดการสะสมไว้ค่ะ


วิตามินซีหรือกรดแอสโครบิค (Ascorbic acid)

มีประโยชน์ต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจน ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กของร่างกาย ใช้ในการรักษาโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็งและโรคอื่นๆ ค่ะ หลายคนคุ้นเคยกันแล้วว่าถ้าขาดวิตามินซีจะทำให้เลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม บาดแผลหายช้ากว่าปกติ แต่ถ้ากินเข้าไปเยอะๆ จนเกินความต้องการของร่างกายก็จะทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เกิดการดูดซึมธาตุเหล็กมากเกินไป ทำให้สะสมตามข้อต่อ เกิดปัญหาเรื่องข้อต่อได้ สาวๆ คนไหนที่กินวิตามินซีเพราะอยากผิวขาวขึ้น ก็ควรปรึกษาเภสัชกรให้ดีก่อนกินนะคะ


วิตามินดีหรือเออร์โกแคลซิเฟรอล (Ergocalciferol)

ประโยชน์ของวิตามินดี วิตามินดีหากได้ทำงานร่วมกับแคลเซียมก็จะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก และป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง ถ้าขาดวิตามินดี ร่างกายก็จะดูดซึมแคลเซียมได้ไม่ดี ทำให้กระดูกไม่แข็งแรง แตกหักง่าย แต่ถ้าได้รับมากเกินไปร่างกายก็จะมีอาการขาดน้ำ อาเจียน ความอยากอาหารลดลง หงุดหงิดง่าย ท้องผูก เมื่อยล้าและกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้


วิตามินอีหรือโทโคฟีรอล (Tocopherols)

มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อ เราจะคุ้นเคยกับการที่ครีมลดเลือนริ้วรอยต่างๆ ที่มีส่วนผสมของวิตามินอีอยู่ใช่ไหมคะ แต่ถ้าหากร่างกายขาดวิตามินอีจะส่งผลให้เกิดการทำลายเม็ดเลือดแดงก่อนอายุขัยทำให้เกิดภาวะเลือดจาง แบบ Hemolytic anemia ได้ และถ้าได้รับมากเกินไปก็จะทำให้เกิดอาการหัวใจวายได้เลยทีเดียว


วิตามินเคหรือฟิลโลควิโนน(Phylloquinone)

ประโยชน์ของวิตามินเค ช่วยเพิ่มมวลกระดูกและจำเป็นต่อการแข็งตัวของเลือด ถ้าขาดวิตามินเคไป เลือดจะแข็งตัวช้า หรือจะไหลไม่หยุด ทำให้เสียเลือดมาก ผู้ป่วยโรคโลหิตจางจึงต้องดูแลไม่ให้ร่างกายขาดวิตามินชนิดนี้ แต่ถ้าได้รับมากกเกินไปก็จะไม่มีการสะสมให้เกิดอันตราย ร่างกายจะขับส่วนที่ไม่ได้ใช้ออกไปเองค่ะ

จะเห็นได้ว่าบางชนิดถ้าได้รับมากหรือน้อยเกินไปจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อร่างกายของเรา ดังนั้นก่อนการเลือกซื้อหรือกินวิตามินไม่ว่าจะเป็นชนิดใดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรว่าเหมาะสมหรือไม่ ควรกินในปริมาณเท่าไหร่และนานแค่ไหน รวมถึงถ้ามีโรคประจำตัวหรืออาการแพ้ยา ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบก่อนกินวิตามินเพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง — ประโยชน์ของวิตามิน


advertising

โปรดรอสักครู่ กำลังโหลดความคิดเห็นของเพื่อน ๆ และเพื่อเขียนความคิดเห็นของคุณ