หน้าใส 30 วิธี ทำไงให้หน้าใส

1930
ทำไงให้หน้าใส
advertising

หน้าใส 30 วิธี ทำไงให้หน้าใส


1. ทาครีมกันแดด ทำไงให้หน้าใส

ทำไงให้หน้าใส ทาครีมกันแดดซะ ผมรู้ว่าคุณได้ยินมาเป็นล้านครั้งแล้ว แต่การทาครีมกันแดดเป็นวีธีเดียวที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้คุณดูอ่อนเยาว์ไปตลอดชีวิต ซึ่งรู้ไหมว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของรอยเหี่ยวย่นนั้นมาจากการโดนแดด มันง่ายกว่าเยอะที่จะป้องกันความเสียหายมากกว่าที่จะมาแก้ไขทีหลัง นั่นรวมหมายถึงว่าต้องไม่ขี้เกียจในหน้าหนาวด้วย เพราะในหน้าหนาวนั้นแสงอาทิตย์นั้นมีความเข้มเท่าๆกับหน้าร้อนและสามารถสะท้อนจากตึกต่างๆและทางเดินริมถนน มองหาครีมที่มีค่า SPF ที่สูงเพื่อที่จะปกป้องคุณจาก ลำแสง UVA (เป็นลำแสงที่ทำให้เกิดการแก่ก่อนวัย) และ UVB (เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของมะเร็งผิวหนัง)


2. ทำความสะอาดแปรงแต่งหน้า

ทำความสะอาดแปรงเมคอัพของคุณด้วย จากผลการศึกษาในประเทศอังกฤษพบว่า 72% ของผู้หญิงไม่เคยล้างแปรงหรือฟองน้ำที่ใช้ในการเสริมสวยเลย ถึงแม้ว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นแหล่งหมักหมมของสิ่งสกปรกและเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิวหรือผดผื่น “คุณควรล้างแปรงเมคอัพทุกๆสองหรือสามสัปดาห์ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการทาแป้งลองพื้นสัปดาห์ละครั้ง” เจสสิก้า วู (Jessica Wu) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในลอสแองเจลลิส (LA) และเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Feed Your Face” แนะนำให้ผสมผลิตภัณฑ์ล้างหน้าชนิดอ่อนๆ 2-3 หยดหรือจะเป็นแชมพูก็ได้กับน้ำอุ่นในถ้วยแล้วใช้แปรงแต่งหน้าคนในน้ำแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซับให้แห้งแล้ววางผึ่งลมให้แห้งอีกที


3. กินถั่ว

ทานถั่วหลายๆชนิดผสมกัน ถั่วบลาซิล (Brazil Nut) อุดมไปด้วย selenium ซึ่งเป็นตัวเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนังและอาจช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจากผลการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ เพิ่มวอลล์นัท (walnuts) เข้าไปด้วย วอลล์นัทอุดมไปด้วยน้ำมัน โอเมก้า3 (Omega3) ซึ่งช่วยหยุดการเกิดของสิว แนะนำโดย มอลลี่ มอร์แกน (Molly Morgan) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกีฬาและนักโภชนาการผู้เขียนหนังสือเรื่อง “The Skinny Rules” ท้ายสุดเพิ่มถั่วแม็คคาเดเมีย (macadamias) อีกอย่าง พวกมันอุดมไปด้วยน้ำมันและไขมันที่มีประโยชน์มากซึ่งช่วยในการซ่อมแซมและฟื้นฟูสภาพผิว กล่าวโดยแพทย์สาขาการแพทย์แบบบูรณาการไอแซค อีเลียส (Isac Eliaz) ตั้งเป้าในการกินถั่วแต่ละประเภทให้ได้สักอย่างละประมาณกำมือทุกวันเพื่อให้ได้คุณประโยชน์ในการทำผิวให้สวยแจ่มของถั่วเหล่านี้


 4. ใช้เซรั่มซะบ้าง

ควรเริ่มต้นใช้เซรั่ม “เพราะมันเข้มข้นกว่าครีมหรือโลชั่นทั่วไปมาก ดังนั้นคุณสามารถใช้เพียงนิดเดียวทุกวันคุณก็จะเห็นผลได้” ฟราน คุ๊ก โบลเด้น (Fran Cook-Bolden) ผู้อำนวยการของศูนย์การแพทย์พิเศษทางด้านผิวหนังแห่งนิวยอร์ก (New York) แนะนำให้มองหาเซรั่ม ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidants) ซึ่งเป็นตัวหลักในการชะลอการตายของเซลล์ ต้านความเครียด และ ปฏิกิริยา pentapeptides เซรั่มเป็นสิ่งที่ต้องใช้เมื่อต้องการเพิ่มปริมาณคอลลาเจนที่เป็นตัวช่วยเสริมโครงสร้างทำให้ผิวหนังเต่งตึง และดูเยาว์วัย


5. ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ

ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโทรศัพท์ของคุณ ตามที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ได้ทำการศึกษาพบว่า เจ้า iPhone ที่คุณปล่อยห่างมือไม่ได้นั้นสามารถเป็นที่สะสมของเชื้อโรคได้เยอะกว่าห้องน้ำสาธารณะซะอีก จริงๆ แล้วกระจก หน้าจอสัมผัส บนเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้ เป็นตัวแพร่เชื้อไวรัสอย่างดี พอ ๆ กับการจามใส่หน้าใครซักคน ลองคิดแบบน่ากลัว ๆ ดูว่าเชื้อโรคพวกนี้จะติดแก้มของคุณทุกครั้งที่คุณคุยโทรศัพท์ ทำให้เกิดสิวและอาการระคายเคือง เพื่อรักษาให้โทรศัพท์และหน้าของคุณปลอดจากเชื้อแบคทีเรีย ให้ใช้ผ้าฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (antibacterial wipe ) เช็ดโทรศัพท์ซัก 2 ครั้งต่อวัน


6. หน้าใส-ทำไงให้หน้าใสเรียงลำดับการทาครีมให้ถูกต้อง

ทำไงให้หน้าใส ? ? ? เรียงลำดับการใช้ผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง การเรียงลำดับการใช้ผลิตภัณฑ์ก่อน หลัง อาจจะสำคัญกว่าตัวผลิตภัณฑ์ด้วยซ้ำ ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่เข้มข้นมากที่สุดก่อนทันทีหลังจากที่คุณล้างหน้าและซับหน้าจนแห้งแล้ว เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีตัวยาที่สำคัญที่สุด ดังนั้นคุณควรใช้มันโดยตรงบนผิวของคุณ กล่าวโดย เซเยด อะมีรี่ (Syed Amiry ) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังใน Reston, Virginia ถ้าคุณใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีตัวยาสำคัญมากกว่า 1 ตัว (เช่น เซรั่มต้านอนุมูลอิสระ และเรตินเอ Retin-A) ให้ใช้ตัวที่บางกว่าก่อน “ ผลิตภัณฑ์ที่เหลวกว่าควรถูกใช้ก่อนตามด้วยผลิตภัณฑ์ที่หนาหรือเป็นครีมมากกว่า ถ้าคุณใช้ในวิธีกลับกัน ครีมที่หนากว่าจะกันครีมที่บางกว่าไม่ให้ซึมซับสู่ผิวคุณได้ ดังนั้นครีมที่บางกว่าก็จะไม่มีผลอะไร” ถ้าคุณต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ก็ให้ใช้เป็นตัวต่อไป ตามด้วยอะไรน่ะหรือ? ก็ครีมกันแดดไงละใน   ทุก ๆ เช้า


7. ลดการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม

ลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากนม (รวมถึงแม้กระทั้งปริมาณเล็กน้อยในลาเต้ของคุณ) ผลิตภัณฑ์จากนมถึงแม้จะเป็นแบบออร์แกนิค จะมีส่วนผสมของฮอร์โมนจากวัวที่จะกระตุ้นต่อมไขมันและรูขุมขนของคุณ นำมาซึ่งการเกิดสิว อธิบายโดย เจสสิก้า วู ให้ระวังผลิตภัณฑ์จากนมที่ซ่อนอยู่ในอาหาร เช่น น้ำสลัด โปรตีนบาร์ นมปั่น และถ้าคุณจำเป็นต้องกินให้กินที่เป็นแบบพร่องมันเนย เพราะฮอร์โมนจะมีอยู่มากในส่วนไขมัน ดังนั้นวิธีดังกล่าวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของคุณ


8. เริ่มใช้ Retinol

เริ่มใช้ “Retinol” (เป็นวิตามิน A ชนิดหนึ่ง ) “ทุกคนควรใช้ Retinol” กล่าวโดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแห่งนิวยอร์ค ดอริส เดย์ (Doris Day) “มันมีข้อมูลทางการรักษาหลายสิบปีที่สนับสนุนประสิทธิภาพในการทำงานของ Retinol มันช่วยในการผลัดเปลี่ยนของเซลล์ผิวหนัง และกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนที่ทำให้ผิวหนังเต่งตึงและดูเยาว์วัย” แพทย์ทางผิวหนังส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ถ้าคุณจะใช้ผลิตภัณฑ์ต้านทานความชรา ขอให้คุณหมอสั่งยา Retin-A (หรือถ้าจะซื้อตามร้านขายยาเองให้ซื้อ เพราะมันเป็นยาขนานวิเศษ ที่สามารถต้านการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวหนังที่ผิดปกติและเซลล์มะเร็งได้ด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของผลร้ายจากแสงอาทิตย์ Amiry ยังกล่าวเสริมอีกด้วยว่า “Retinol มีสรรพคุณต่อต้านการอักเสบที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม Retinol ถึงใช้ได้ผลในการรักษาสิวได้ดีพอๆกับการรักษารอยเหี่ยวย่นและร่องรอยของความชราทั้งหลายด้วย


9. นอนเร็วขึ้นซักหน่อย

จู่โจมเตียงของคุณแต่หัวค่ำ เรารู้ว่าคุณได้ยินคำแนะนำนี้มาก่อนแต่มันมีเหตุผลว่าทำไมผู้คนจึงมีคำพูดที่ว่า การนอนเพื่อความสวยงาม “ beauty sleep” การนอนไม่เพียงพอนั้นจะทำให้การหมุนเวียนโลหิตต่ำทำให้คุณดูซีดเซียวและยิ่งต้องระวัง ถ้าคุณได้นอนเพียงแค่สองสามชั่วโมง กล่าวโดย เอมี่ เวชเลอร์ (Amy Wechsler) หนึ่งในแพทย์สองท่านที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและจิตแพทย์ในสหรัฐอเมริกา เวลานอนเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่คุณจะฟื้นฟูสภาพผิว “ทีมงานการผลัดเปลี่ยนเซลล์ของร่างกายนั้น มีกะกลางคืนด้วย ดังนั้นเวลานอนจึงเป็นเวลาที่คุณจะสนับสนุนการทำงานของทีมงานนี้ด้วยครีมบำรุงผิวทั้งหลายเท่าที่ผิวของคุณจะต้องการเพื่อให้การทำงานผลัดเปลี่ยนเซลล์ของร่างกายในเวลานอนได้ผลดี


10. ขัดผิวเพื่อรูขุมขมที่เล็กลง

การขัดผิดจะช่วยทำให้รูขุมขนเล็กลง เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมากที่สิ่งเล็กกระจิ๋ดริดอย่างเจ้ารูขุมขนสามารถสร้างความรู้สึกอันใหญ่โตได้ แต่รูขุมขนที่กว้างนั้นเป็นหนึ่งในปัญหาความงามที่คนบ่นกันมากที่สุด “รุขุมขนจะดูกว้างขึ้นเมื่อมันถูกอุดตันด้วยสิ่งสกปรก ไขมัน เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว และ เคราติน (Keratin) ซึ่งเป็นโปรตีนในชั้นบนสุดของผิวหนัง” เอมิลี่อธิบาย “กำจัดสิ่งอุดตันพวกนี้ไปแล้วรูขุมขนจะเล็กลง” เพื่อที่จะขจัดสิ่งอุดตัน เริ่มต้นด้วยการขัดผิวอย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ “Salicytic และ Glycolic acid และใช้ microdermabrasions (เหมือนครีมสูตรหนึ่งของ Home Mineral Microdermabrasion System) หนึ่งหรือสองครั้งต่อสัปดาห์เพื่อขจัดเซลล์ผิวหนังชั้นบนที่ตายแล้วออกไป เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้รูขุมขนกว้างขึ้นตามอายุ ควรสร้างนิสัยหลีกเลี่ยงแสงอาทิตย์ แสงอาทิตย์ทำลายคอลลาเจน ซึ่งมีผลกระทบต่อขนาดของรูขุมขนด้วย


11. จิบไวน์แดงซะบ้าง

จิบไวน์แดงดูบ้าง เพราะในไวน์แดงที่ทำมาจากองุ่น มีResveratrol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลังและ polyphenol ซี่งมีในเปลือกขององุ่นสีแดงได้ถูกค้นพบว่า สามารถช่วยป้องกันการเหี่ยวย่น และหย่อยยานของผิวหนังที่มาจากการทำลายจากสิ่งแวดล้อม เช่นควันและควันบุหรี่ มันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังกว่าวิตามินซีอีกด้วย และจากการศึกษาค้นคว้าได้ผลออกมาว่า มันสามารถสร้างการกระชับผิวหนังได้ในระดับน้อยถึงปานกลาง เพื่อผิวหนังที่ดูเต่งตึงขึ้นด้วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังที่ได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการการแพทย์และนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เออร์ริน กิลเบิร์ต (Erin Gilbert) กล่าวว่า ให้จิบไวน์แดงดูบ้างอาทิตย์ละแก้ว จะช่วยเรื่องผิวพรรณได้เป็นอย่างดี


12. อย่าละเลยที่จะดูแลลำคอและหน้าอก

อย่าละเลยลำคอและส่วนอก พวกเราส่วนมากจะพลาดในการดูแลผิว เมื่อทาครีมถึงส่วนคางก็จะหยุดแค่ตรงนั้น แล้วเจ้าคอและอกที่ถูกเราละเลยก็เหมือนกับจะมาแก้แค้นด้วยการแสดงรอยเหี่ยวย่น หย่อนยาน และเกิดจุดด่างดำที่เรียกร้องให้เราต้องใส่เสื้อคอเต่าเพื่อปิดบังซ่อนมันไว้ “ผิวหนังในส่วนนี้บางกว่าและเป็นส่วนที่เลือดไปเลี้ยงไม่มาก ดังนั้นมันจึงฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก อมีรี่ อธิบาย “อีกทั้งมันยังเป็นบริเวณที่บ่อยครั้งเราจะลืมป้องกันด้วยครีมกันแดด” ใช้ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกับที่คุณใช้บนใบหน้าของคุณแต่ใช้แค่บาง (ไม่ต้องใช้ทุกวัน) เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นอย่าง retinols หรือ กรดชนิดต่าง ๆ เพราะมันอาจทำให้เกิดการระคายเคืองเมื่อเริ่มใช้ใหม่ ๆ


13. ต้องล้างเครื่องสำอางก่อนนอน เพื่อ หน้าใส

ล้างเครื่องสำอางก่อนนอน การปล่อยเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกบนผิวหนังไม่เพียงแต่จะก่อให้รูขุมขนอุดตัน มันยังก่อให้เกิดอาการผิวแห้งอย่างรุนแรงและทำให้ผิวเกิดอาการเหมือนเป็นรังแคที่ศรีษะด้วย “เครื่องสำอางค์ส่วนมากมีส่วนผสมของโมเลกุลประเภทน้ำตาล ที่สามารถก่อให้เกิด ยีสต์ ภายในเวลาข้ามคืน” กล่าวโดย แมค ครีน อเล็กซ์เซด (Macrene Alexiades) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านผิวหนังแห่งคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเยลล์ (Yale) อย่าลืมล้างเครื่องสำอางที่บริเวณตาให้หมดด้วย “เพราะมันจะนำมาซึ่งผื่นตะปุ่มตะป่ำรอบ ๆ บริเวณตาหรืออาจเกิดปุ่มเล็ก ๆ ที่เรียกว่า miliacysts” กล่าวโดย วู


14. นอนไม่พอหรอ? ลองนมถั่วเหลืองดูสิ

ถ้าคุณนอนพักผ่อนไม่พอ ลองนมถั่วเหลืองสิ วู จะมีนมถั่วเหลืองเก็บไว้ในตู้เย็นเสมอ เพื่อที่จะตบตาคนอื่นให้ดูเหมือนว่าเธอได้นอนผักผ่อนอย่างเต็มที่ สารต้านการอักเสบในธรรมชาติที่มีอยู่ในนมถั่วเหลืองจะช่วยลดอาการบวมในขณะที่โปรตีนจากถั่วเหลืองจะให้ความชุ่มชื้นกับผิวและช่วยลดรอยตีนกา ความเย็นช่วยลดการบวมของเส้นเลือดและทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้เส้นเลือดที่ตาของคุณแดงน้อยลง เพื่อลดอาการแดงที่ตา ให้ใช้สำลีก้อนสัก 2 ก้อน จุ่มลงในนมถั่วเหลืองที่เทใส่ชามแล้ว และบีบให้เหลือพอชุ่ม ๆ แล้วโปะที่ตาของคุณค้างไว้ (หรือส่วนอื่นที่มีอาการแดงหรือระคายเคืองบนผิว) สัก 5 นาที


15. ลดอาการบวมถุงใต้ตาซักหน่อย

ลดความบวมของถุงใต้ตาคุณในยามเช้า ของเหลวในร่ายกายจะรวมตัวอยู่ตรงบริเวณใต้ตาของคุณแต่ละคืน เมื่อคุณนอนราบลง กล่าวโดย แพทย์ศัลยกรรมทางด้านผิวหนัง แอนน์ คาร์ปัส ( Anne Chapas) เริ่มต้นโดยการใช้หมอนสองใบเพื่อยกหน้าของคุณให้สูงขึ้นเวลานอน ในตอนเช้าให้นวดขอบตาของคุณเพื่อไล่ของเหลวส่วนเกินไปด้วย (ใช้นิ้วก้อยกดเบาๆที่ขอบตาก็ได้) จะช่วยไล่ของเหลวออกไป จะให้ดีลองใช้พวกครีมที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนหรือถุงกาแฟร่วมด้วยที่บริเวณที่บอบบางรอบตา คาเฟอีนจะช่วยทำให้หลอดเลือดหดตัวและลดการรั่วไหล ซึ่งทำให้เกิดรอยคล้ำ


16. หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อน

advertising

หลีกเลี่ยงน้ำร้อน น้ำฝักบัวที่อุ่นมาก ๆ จนมีควันขึ้น อาจทำให้คุณรู้สึกฟินก็จริง แต่มันเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดอย่างหนึ่งที่คุณจะทำกับผิวของคุณได้ ไม่เพียงแค่น้ำอุ่นจะขจัดน้ำมันที่จำเป็นออกไป มันยังทำให้เกิดอาการถูกลวกอย่างอ่อน เส้นเลือดจะตอบสนองโดยการขยายตัวเพื่อที่จะลดอุณหภูมิของผิวหนัง ทำให้เกิดอาการแดง(เหมือนเวลาที่คุณอายจนหน้าแดง) เมื่อคุณอายุอยู่ในช่วง 20 ร่างกายคุณรับได้กับการอาบน้ำอุ่นมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการแดงหรือบวมก็จะฟื้นตัวภายใน 1 ชั่วโมง แต่เมื่อคุณย่างเข้าวัย 30 มันอาจใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมง กล่าวโดย เอเล็กซ์เซด “ และเมื่อคุณย่างเข้า 40 ผิวหนังของคุณจะไม่มีความสามารถฟื้นตัวกลับมาที่สภาพปกติและจะอยู่ในอาการเหมือนคนที่อายจนตัวแดงหน้าแดงไปตลอด


17. มอยเจอร์ไรเซอร์ช่วยให้หน้าใส

อย่างรีรอกับการใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ ครีมและโลชั่นโดยมากจะมีส่วนผสมหลักที่สร้างเกราะป้องกันในชั้นผิวหนังที่จะเก็บกักความชุ่มชื้นเอาไว้ แต่เพราะผิวหนังระบายความร้อนโดยการระเหยน้ำ คุณก็จะมีเวลาเพียงสองสามนาทีก่อนที่ความชุ่มชื้นนั้นจะสลายไป ทามอยเจอร์ไรเซอร์ที่มี dimethicone ซึ่งเป็น ซิลิโคน ชนิดหนึ่งในขณะที่หน้าของคุณเปียกชื้นอยู่ ผลการค้นคว้าวิจัยของ เอเล็กซ์เซด แสดงว่ามันจะเก็บกักความชุ่มชื้นถึง 24 ชั่วโมง ช่วยปรับปรุงรอยเหี่ยวย่นให้ดีขึ้นเมื่อผิวหนังของคุณซึมซับความชุ่มชื้นเอาไว้ (ดูความแตกต่างได้ ระหว่างองุ่นและลูกเกด)


18. นุ่มนวลมากขึ้นซักหน่อยเมื่อต้องทำอะไรกับใบหน้าของตัวเอง

ใช้ความนุ่มนวลเป็นพิเศษเมื่อคุณกำจัดขนบนใบหน้าของคุณ การแว็กซ์และถอนขน สามารถทำให้เกิดแผลเป็นหรือจุดได้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีผิวคล้ำ เตรียมผิวของคุณก่อนการกำจัดขน โดยการล้างบริเวณนั้นด้วยครีมล้างฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial wash) โดยคำแนะนำของ คุ๊ก โบลเด้น และเพื่อเลี่ยงการเกิดรอยด่างดำ คุณควรมั่นใจว่าหลังจากการกำจัดขนแล้ว มีการบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมต้านอาการอักเสบ ที่จะช่วยทำให้ผิวของคุณฟื้นตัวและระงับอาการระคายเคืองได้ การลงทุนในผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะช่วยไม่ให้คุณต้องเสียเงินในภายหลัง ในระยะยาว เพราะการป้องกันรอยด่างดำบนผิวง่ายกว่าการรักษาหลังจากที่มันเกิดแล้ว”


19. ทานแตงโมเป็นของหวานดูบ้าง

ทานแตงโมเป็นอาหารว่าง เพื่อเพิ่มอาหารที่อุดมไปด้วย ไลโคบีน (Lyvopene) อย่างเจ้าของว่างที่ฉ่ำแดงตัวนี้ “จะช่วยลดความเสียหายและรอยแดงจากการถูกแสงอาทิตย์ ป้องกันการเกิดรอยเหี่ยวย่นและลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งผิวหนัง” กล่าวโดย อลิซาเบธ ซัมเมอร์ (Elizabeth Somer) นักโภชนาการและผู้เขียนหนังสือ “Eat Your Way to Sexy” ตั้งเป้าในการกินแตงโมให้ได้วันละหนึ่งถ้วยตวง โดยการผสมในสลัด ซัลซา (Salsas) หรือ สมู๊ทตี้ ก็ได้ หรือลองสูตรน้ำแข็งที่สดชื่นของเธอ ปั่นแตงโมแล้วเติมความหวานด้วยน้ำแอปเปิ้ลแบบเข้มข้น เทใส่ ที่ทำน้ำแข็งก้อนแล้วแช่ช่องแข็ง แล้วนำก้อนแตงโมปั่นแช่แข็งนั้นใส่ในน้ำดื่ม หรือ คลับโซดา แล้วคุณก็จะได้เครื่องดื่มที่สดชื่นและยังช่วยดูแลผิวพรรณของคุณด้วย


20. นวดหน้าดูบ้าง

“เมื่อเวลาผ่านไป เอ็นไซม์ในผิวหนังทำงานได้ผลลดลงในการขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว ดังนั้นพวกมันก็จะตกค้างอยู่และหยุดยั้งผิวของคุณในการสะท้อนแสง ซึ่งทำให้ดูไม่เปล่งปลั่ง แลดูหมองคล้ำ กล่าวโดย เวสเลอร์ ผลคือ? คุณจะดูซีดเซียว ดั้งนั้นการกระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังของคุณเป็นสิ่งจำเป็น โดยทำให้ผิวเรียบเนียนอีกด้วย ลองใช้พวกผลิตภัณฑ์ที่มี alpha-hydroxy acids (AHA) เช่น glycolic หรือ lactic acid ควบคู่กับการขัดหน้า นวดหน้าดู แต่ให้ระวังไว้ด้วย เพราะถึงแม้ว่าผลิตภัณฑ์หลายตัวมี AHA อยู่แต่ความเข้มข้นก็จะน้อยไปทำให้ไม่ได้ผล “ให้ดูที่ฉลากเพื่อดูว่ามันมีส่วนผสมของ AHA แค่ไหนและเลือกตัวที่มี AHA ประมาณ 8% ผลิตภัณฑ์ที่มีมากกว่า 8% นั้นมากไป เตรียมรับอาการแสบ เมื่อเริ่มใช้ใหม่ อาการจะทุเลาลงเมื่อผิวของคุณเริ่มชินกับมัน


21. ใส่แว่นกันแดดเพื่อผิวรอบดวงตาที่สดใส

ใส่แว่นกันแดด เหมือนกับว่าคุณต้องมีเหตุผลที่จะซื้อแว่นกันแดดอันใหม่อย่างงั้นแหละ ผลออกมาว่าพวกมันช่วยป้องกันรอยเหี่ยวย่นใต้ตาและความชราได้ดีกว่าครีมกันแดด “ในขณะที่ดวงตาของคุณรับมือกับแสงอาทิตย์ได้แต่บริเวณรอบตามีผิวหนังที่บอบบางที่สุด ซึ่งริ้วรอยของความชราจะเกิดขึ้น” กล่าวโดย อมีรี่ “ทุกๆ ครั้งที่คุณหยีตาเพื่อหนีจากแสงอาทิตย์ที่จ้า คุณจะทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่นจากการทำซ้ำ ๆ แบบนั้น” เพื่อเลี่ยงรอยเหี่ยวย่น เลือกแว่นที่เป็นเลนส์แบบ Polarized ที่กว้างพอที่จะปกป้องบริเวณรอบ ๆ ดวงตาด้วย


22. ทำไงให้หน้าใส ก็ดื่มน้ำเพิ่มซะสิ

ดื่มน้ำเพิ่มอีกซักแก้ว “น้ำช่วยล้างสารพิษที่ก่อให้เกิดการอักเสบและช้ำบวม” อีเลียซ อธิบายไว้ “มันยังช่วยในการลำเลียงสารอาหารและอ๊อกซิเจนไปยังเซลล์ผิวหนังและป้องกันการเสียน้ำซึ่งเป็นสาเหตุของการแก่ก่อนวัย” มันสามารถทำให้ผิวหนังดูอวบอิ่มเพราะ “Hyaluronicacid” ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในผิวหนังจะรั้งน้ำเอาไว้ทำให้ผิวอวบอิ่มไร้รอยเหี่ยวย่น ตามที่ เดย์ ได้กล่าวไว้ ทั้งเดย์และอีเลียซ แนะว่าควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน หรือมากกว่านั้น ถ้าคุณเป็นคนที่กระฉับกระเฉงขยับเคลื่อนไหวร่างกายตลอดหรืออยู่ในภูมิอากาศที่ร้อน เพื่อเพิ่มรสชาติลองดื่มเครื่องดื่มที่ช่วยให้ผิวรู้สึกผ่อนคลายได้อีกด้วย เช่น ชาคาโมมาย์ด (Chamomile) หรือ ชามินท์ (Mint)


23. ลองซีเรียลเป็นอาหารเช้าดูสิ

ทาน Cheerios (ซีเรียลอาหารเช้าชนิดหนึ่ง) ซักชามเป็นอาหารเช้า ถ้าผิวของคุณดูไม่ค่อยเปร่งปรั่ง อาจเป็นเพราะการขาดสังกะสี (Zinc) “พวกคนที่พยายามลดน้ำหนักหรือทานอาหารที่ผ่านการแปรรูปเยอะ ๆ อาจได้รับธาตุสังกะสี ไม่เพียงพอที่จะทำให้ผิวหนังดูสดชื่นเปร่งปรั่ง” กล่าวโดย เวสเลอร์ และเพราะว่าธาตุสังกะสีช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายและช่วยรักษาแผลทั้งหลาย มันจึงช่วยทำให้สิวและอาการระคายเคืองของผิวต่าง ๆ หายอีกด้วย Cheerios 1 ถ้วยตวงจะให้พลังงานถึง 25% ของพลังงานที่ร่างกายควรได้รับทั้งวัน ซึ่งจะช่วยคุณในการเริ่มต้นการมีผิวพรรณที่แจ่มใสได้


24. อดทนกับการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่างๆ

จงอดทนรอในการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ พวกเราทุกคนมักรีบร้อนอยากจะเห็นผลเร็ว ๆ หยุดความใจร้อนนั้นไว้ แล้วจะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่คุณใช้นั้นได้ผลไหม เมื่อคุณเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ใช้มันทุก ๆ สองถึงสามวัน และอย่าใช้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่พร้อมๆ กันสองสามอย่าง “ถึงแม้ว่าคุณจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มาเป็นชุด ให้ใช้ทีละตัวทุกๆ สามถึงสี่วันอย่างน้อยสุด” กล่าวโดย คุ๊ก “คุณมีโอกาสน้อยที่จะเจออาการแห้ง ระคายเคือง หรือแสบไหม้ แต่ถ้าคุณเจออาการเหล่านี้คุณจะรู้ได้ทันทีว่าเป็นเจ้าผลิตภัณฑ์วายร้ายตัวไหน” ลองใช้ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อย่างน้อย 12 สัปดาห์ (และอย่าเกิน 6 เดือน) เพื่อที่จะดูว่ามันช่วยให้ผิวของคุณดีขึ้นไหมก่อนที่จะเลิกใช้มัน


25. เลิกกินเถอะเฟรนฟรายหนะ

วางเจ้ามันฝรั่งทอดลงซะ ผลการวิจัยพบว่าอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูงนั้น เป็นตัวทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่นเพิ่มขึ้น “ชีสและเนื้อแดงเป็นที่รู้จักดีว่าเป็นอาหารที่ทำให้แก่เร็วเพราะผลที่มันมีต่อผิวหนังของเรา” กล่าวโดย เวสเลอร์ เพื่อคงความกระปรี้กระเปร่าของเซลล์ของคุณให้ทานแต่อาหารที่มีโปรตีน ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลา เนื้อไก่ เต้าหู้ ถั่วและธัญพืช


26. ทานผักเยอะๆ

อย่าลืมผักของคุณ มองหาครีมชะลอความชราที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มาจากพืช เช่น จากเห็ดหรือถั่วเหลือง ข้อมูลจาก แล็ปการทดลองของอเล็กซ์เซด แสดงให้เห็นว่า ปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระที่มาจากพืชนั้นสูงมาก “พืชมีสรรพคุณในการต้านมะเร็งเมื่อเราบริโภคมัน ซึ่งหมายความว่าพวกมันสามารถอยู่รอดขั้นตอนการย่อยอาหารได้” “ลองคิดดูว่าผลของการใช้มันโดยตรงกับผิวของเราจะได้ผลที่ยั่งยืนกว่าแค่ไหน”


27. กินสุดยอดผัก บล็อกโคลี่ 

ทานบล็อกโคลี่ “เพียงแค่ครึ่งถ้วยตวงของบล็อกโคลี่ดิบประกอบด้วย 65 % ของวิตามิน C ที่คุณควรทานใน 1 วัน” กล่าวโดย มอร์แกน ผลการวิจัยพบว่า อาหารที่อุดมด้วย วิตามิน C ไม่เพียงแต่ขจัดสารที่ก่อให้เกิดรอยเหี่ยวย่นและหย่อนยาน แต่ยังช่วยกำจัดการทำลาย DNA ที่สารเหล่านี้สร้างขึ้นด้วย ในขณะที่คุณได้รับประโยชน์ของการรักษาแผลและปกป้องผิวหนังของคุณจากการกินวิตามิน C ลองใช้วิตามิน C กับผิวของคุณไปด้วย ในการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่บำรุงผิวที่ได้รับผลกระทบจากแสงอาทิตย์ด้วยครีมที่มีวิตามิน C เป็นเวลา 6 เดือน เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากรอยเหี่ยวย่นและรอยด่างดำที่ดีขึ้น


28. อย่าเอามือไปจับหน้าของตัวเอง (อย่ากด บีบ สิวด้วย)

เอามือให้ห่างหน้าของคุณไว้ การแกะแม้เพียงเล็กน้อย สามารถทำให้ผิวคุณเสียอย่างถาวร กล่าวโดย อมีลี่ “ดิฉันมีคนไข้ที่ผิวหายเองโดยไม่ต้องใช้ยาอะไร เพียงแต่พวกเขาหยุดแตะหน้าเท่านั้น” ทุกครั้งที่คุณกดโดนสิวจะก่อให้เกิดการอักเสบและรบกวนผิวของคุณ ในขณะเดียวกันเชื้อแบคทีเรียจะถูกผลักลึกลงไปอีกในรูขุมขนและต่อมไขมันจะแตกตัว ทำให้เกิดผลเสียมากขึ้นอีก ผลลัพธ์ก็คือ ? สิวที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งรอยด่างดำและแผลเป็น ถ้าคุณเสพย์ติดการกดสิว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม ผู้ซึ่งรู้วิธีทำมันอย่างปลอดภัยและอย่างอ่อนโยน ให้จัดการกับสิวของคุณเป็นประจำทุกเดือนดีกว่า


29. ทานผลไม้พวกเบอรี่เพื่อหน้าที่ใสไร้สิว

ทานผลไม้พวกเบอรี่ เพื่อผิวของคุณ อาหารชะลอความแก่นั้นหลบซ่อนอยู่ในตู้เย้นของคุณนั่นเอง ราสเบอรี่ นั้นอุดมด้วย ellagic acid สารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่ผลจากการวิจัยพบว่า สามารถป้องกันรอยเหี่ยวย่นได้เมื่อทาบนผิวหนัง “มันช่วยปกป้องคลอลาเจนที่รักษาผิวหนังให้เปล่งปลั่งและสวยงามจากการถูกทำลายโดยแสงแดด” กล่าวโดย วู เติมน้ำผึ้งเข้าไป น้ำผึ้งเป็นตัวรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติที่จะดึงความชุ่มชื้นไว้กับผิวหนังของคุณอย่างเต็มที่ และคุณก็จะได้สูตรผสมสำหรับผิวที่งดงาม สดชื่น บดราสเบอรี่หนึ่งกำมือเต็ม ๆ กับน้ำผึ้งหนึ่งช้อนพูน ๆ ใช้มาร์คหน้าที่ล้างแล้วของคุณ สัก 15-20 นาทีแล้วล้างออกและซับให้แห้ง หน้าใส


30. เพิ่มประสิทธิภาพครีมกันแดดด้วยวิตามิน C

เพิ่มประสิทธิภาพให้กับครีมกันแดดของคุณ สารต้านอนุมูลอิสระเช่น วิตามิน C เพิ่มพลังการปกป้องอีกชั้นหนึ่งจากการทำลายโดยสิ่งแวดล้อมและสารพิษ ปกป้องผิวของคุณก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะทำลายเซลล์ผิวหนังของคุณ “และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการใช้วิตามิน C ในตอนเช้าเป็นประจำจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของครีมกันแดด” อมีรี่อธิบาย “มันสำคัญที่คุณจะรู้ว่าครีมกันแดดเป็นสารเคมีที่คุณใช้กับผิวของคุณและพวกมันซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของคุณได้ ดังนั้นให้ใช้ครีมกันแดดแบบอ่อน ๆ เช่น SPF15 คู่กับวิตามิน C และใช้ครีมกันแดดที่เข้มข้น (ประมาณ SPF30) ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้าคุณต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน


advertising

โปรดรอสักครู่ กำลังโหลดความคิดเห็นของเพื่อน ๆ และเพื่อเขียนความคิดเห็นของคุณ